
เทคโนโลยีของเรา
การบำบัดรักษาด้วยคลื่นกระแทก
(Shockwave therapy)
การบำบัดด้วยคลื่นกระแทก
การบำบัดด้วยคลื่นกระแทก คือ เป็นการบำบัดโดยแรงดันอากาศมาผลักดันหัวกระสุนที่บรรจุอยู่ภายในหัวยิงคลื่น ตัวคลื่นที่ออกมามีลักษะเป็นคลื่นที่ให้แรงดันสูงทันทีแล้วลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและเกิดความยืดหยุ่นตามมา นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณที่ทำการรักษาอย่างรวดเร็ว โดยการบำบัดด้วยคลื่นกระแทกจะให้ประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการปวดระยะเรื้อรัง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อและเอ็นกระดูก เช่น โรคเอ็นใต้ฝ่าเท้าอักเสบเรื้อรัง ภาวะปวดไหล่เรื้อรังจากเอ็นหัวไหล่อักเสบ หรือภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ออฟฟิศซินโดรม

– ลดอาการปวดเรื้อรัง ด้วยการหลั่งสารที่ลดอาการปวด และกระตุ้นการทำงาน
ของประสาท การรับความรู้สึก
– เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีมากขึ้น
– กระตุ้นการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ
– ลดอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ
– รองช้ำ
– เอ็นข้อไหล่อักเสบ
– เอ็นร้อยหวายอักเสบ
– เอ็นข้อศอกอักเสบของนักกอล์ฟ
– นักเทนนิส
– กล้ามเนื้อเกร็งตัวจากการใช้งาน
– เอ็นหน้าเข่าอักเสบ
– ปวดตึงเอ็นด้านข้างของสะโพกหรือขา
– ออฟฟิศซินโดรม
นักกายภาพบำบัดจะจัดท่าและตำแหน่งที่เหมาะสมกับการรักษา จากนั้นจะมีการคลำหาจุดที่กล้ามเนื้อมีความตึงตัวและกดเจ็บ ก่อนเริ่มการรักษาจะมีการตั้งค่าต่างๆ ในเครื่องและเลือกขนาดหรือชนิดวัตถุของหัวกระสุนที่ใช้ในการรักษา ขณะรักษาคลื่นจะถูกยิงไปบริเวณที่กล้ามเนื้อมีความตึงตัว ผู้ป่วยจะได้ยินเสียงคล้ายๆเสียงแรงดันลมกระแทกที่กระสุนและจะรู้สึกเจ็บตึงเล็กน้อยในบริเวณที่ยิงคลื่นกระแทก ซึ่งต้องเป็นความรู้สึกเจ็บแบบทนได้ ไม่เจ็บมากเกินไป ไม่มีอาการแสบผิวและอาการชา แต่ละบริเวณจะใช้จำนวนนัดยิงประมาณ 500 – 1,000 นัด แต่ในกรณีที่อาการปวดกล้ามเนื้อมีบริเวณกว้าง จำนวนนัดที่ยิงอาจจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 4,000 นัด ส่วนจำนวนครั้งที่ควรทำการรักษาจะอยู่ที่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น เพื่อให้บริเวณที่ทำการรักษามีการซ่อมแซมตัวเอง
การบำบัดรักษาด้วยอัลตราซาวด์บำบัด
(Therapeutic Ultrasound)
อัลตราซาวด์บำบัด เป็นการบำบัดด้วยคลื่นเหนือเสียง อัลตราซาวด์บำบัด ซึ่งให้ผลความร้อนลึก
- ลดอาการปวดและการอักเสบของเนื้อเยื่อ
- ลดการยึดติดของของข้อต่อ
- เพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
- กระตุ้นการซ่อมแซม อาการบาดเจ็บ
เทคโนโลยีอัลตราซาวด์บำบัด เพื่อรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม
นำมาใช้ในการทำกายภาพบำบัด เพื่อรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม หรือสามารถนำมาใช้รักษาอาการปวดต่างๆ ได้ดี หากมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย อาจใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้ความร้อนตื้นเพื่อบรรเทาอาการปวด อาทิ การใช้แผ่นร้อนหรือผ้าร้อน แต่สำหรับเคสที่มีอาการปวดรุนแรง อาจใช้ความร้อนลึก คือการใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ ที่เป็นการใช้คลื่นความร้อนเข้าไปรักษษในระดับชั้นกล้ามเนื้อ และกระดูก โดยปกติจะใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ที่มีพลังกระแสไฟฟ้าความถี่สูงอยู่ที่ 1-3 MHz
การรักษาด้วยคลื่นอัลตร้าซาวด์ หรือ Ultrasound Therapy สำหรับอาการออฟฟิศซินโดรม จะช่วยลดอาการปวด การอักเสบของเนื้อเยื่อ ลดอาการบวม และยังสามารถเร่งซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายจากอาการเกร็ง รวมไปถึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อในชั้นลึกอีกด้วย
แต่การใช้อัลตร้าซาวด์ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะสำหรับบางคนหรือบางจุดของร่างกาย การรักษาด้วยการใช้อัลตร้าซาวด์ไม่ใช้ทางเลือกที่ดีนัก เช่น คนที่กำลังตั้งครรภ์ คนที่มีเลือดออกตามร่างกาย หรือคนที่มีอาการอักเสบอย่างรุนแรง เพราะฉนั้นการรักษาแต่ละครั้งควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนจะดีที่สุด


การบำบัดรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า
(Electrotherapy)
การรักษาด้วยไฟฟ้า คือ อะไร ?
เป็นรูปแบบการรักษาที่นำเอาพลังงานไฟฟ้า จากเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการรักษาทางกายภาพบำบัด โดยวัตถุประสงค์ของการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าทางกายภาพบำบัดมีอยู่ด้วยกัน 2 อย่าง คือ
1.การใช้ไฟฟ้าเพื่อการกระตุ้นกล้ามเนื้อ เป็นการรักษาที่ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดและคลายตัว นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ชะลอการฝ่อลีบ คงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจากภาวะต่างๆ เช่น กรณีใส่เฝือกอยู่และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือการอ่อนแรงจากความผิดปกติของเส้นประสาทหรือภาวะอ่อนแรงจากโรคหลอดเลือดทางสมอง
2.การใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการเจ็บปวด
อาการปวดระยะเฉียบพลัน เช่น หลังการผ่าตัด
อาการปวดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
อาการปวดหลังจากการบาดเจ็บของเส้นประสาท
อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
ป้องกันอาการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อขณะใส่เฝือก หลังถอดเฝือก หรือหลังผ่าตัด
ในการรักษานี้ ผู้เข้ารับการรักษาจะอยู่ในท่านอนอยู่บนเตียงหรือจะนั่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่จะทำการรักษา หลังจากนั้นนักกายภาพบำบัดจะตั้งค่าการรักษาต่างๆ เลือกรูปแบบกระแสไฟฟ้าที่เหมาะสมกับอาการ จากนั้นจะมีการแปะขั้วกระตุ้นลงบนบริเวณที่จะทำการรักษา และเริ่มทำการรักษา โดยระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 นาทีต่อหนึ่งบริเวณ
การทำกายภาพบำบัด ด้วยแสงเลเซอร์ (laser)
(High Power Laser)

การทำกายภาพบำบัด ด้วยแสงเลเซอร์ คือ อะไร ?
แสงเลเซอร์เป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดผลทางชีววิทยารอบๆ เซลล์ เร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ กระตุ้นการซ่อมแซมของแผลเรื้อรัง ระงับการปวดเฉพาะที่ และช่วยลดการอักเสบ แสงเข้าไปกระตุ้นให้เซลของร่างกายในบริเวณที่รับแสงหลั่งสารลดปวดและลดการอักเสบ ซึ่งได้ผลพอๆ หรือมากกว่ายาลดการอักเสบดีๆที่มีในตลาดปัจจจุบัน แถมยังได้ผลยาวนานกว่า นอกจากนั้น พลังงานจากแสงยังถูกดูดซับแล้วเก็บตุนไว้ในไมโตคอนเดรีย เพื่อใช้เป็นพลังงานของตนเองในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนนั้นๆโดยธรรมชาติ
ผลลัพธ์ของการบำบัดอาการปวดด้วยเลเซอร์กำลังสูงที่ดี
1. หายปวดไปกว่าครึ่งทันที หลังการบำบัดปวด
2.ใช้เวลาน้อยในการรักษา เช่น 2-5 นาทีต่อจุดหรือบริเวณหนึ่งๆ
3.ไม่ต้องรักษาต่อเนื่องทุกวัน อาจเว้นวันหรือสองวันครั้ง บางกรณีสัปดาห์ละครั้ง
4.จำนวนครั้งการรักษาน้อย คือ 3-5 ครั้ง สำหรับอาการปวดระยะเฉียบพลัน และ 10-15 ครั้งสำหรับอาการปวดเรื้อรัง
5.บำบัดได้ทุกๆระยะของความเจ็บปวด ทั้งระยะเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง โดยเฉพาะระยะเฉียบพลัน
6.บำบัดลงลึกถึงตำแหน่งของต้นตอความเจ็บปวดได้ลึกถึง 3-4 ซม ดังนั้น จึงบำบัดอาการปวดจากการกดทับรากประสาท ที่บริเวณคอและเอวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
7.กลไลการบำบัดเป็นไปโดยธรรมชาติ
ผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยแสงเลเซอร์กำลังสูง จะมีความรู้สึกเพียงความร้อนอุ่นๆ ที่ผิวกาย ไม่มีการทาเจลเหนียวๆ ไม่มีการจ่อสัมผัสผิวโดยตรง ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆในระหว่างบำบัด ดังนั้น จึงเหมาะมากสำหรับการเลือกใช้เป็นเครื่องมือแรกๆในการบำบัดปวด ( ก่อนจะไปถึงวิธีการรักษาที่ต้องทิ่ม แทง ผ่า บีบ กด นวด อย่างเจ็บปวด )
ถามว่า มีผลแทรกซ้อนบ้างไหมจากการบำบัดวิธีนี้ คำตอบคือ มี แต่น้อยมาก ผู้ป่วยน้อยราย (น้อยกว่า 20%) ที่รู้สึกระบมหลังการบำบัด 2-3 ชั่วโมง กล่าวคือ อาการปวดที่ดีขึ้นชัดเจน พอผ่านไป 2-3 ชั่วโมง กลับรู้สึกปวดมากขึ้นกลับมาอีก ซึ่งมักจะรู้สึกต่างกัน คือเป็นปวดแบบระบมมากกว่าปวดแบบเดิมที่เคยเป็น ผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่ ไม่มีผลแทรกซ้อนใดๆเลย แถมอาการปวดจะบรรเทาลงต่อเนื่องไปอีกเป็นวันๆ
ขณะทำการรักษาด้วยเลเซอร์จะไม่มีอาการเจ็บ ความรู้สึกที่ควรได้รับคือ รู้สึกอุ่นเล็กน้อย ขณะทำการรักษา ดังนั้นถ้ามีอาการร้อนจัดหรือแสบผิวต้องแจ้งผู้ทำการรักษาทันที
1.การบาดเจ็บ เคล็ดยอก ตามข้อกระดูก เอ็น พังผืด กล้ามเนื้อ
2.ปวดศีรษะไมเกรน
3.ปวดคอ บ่า จากการเสื่อมหรือเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังคอ
4.ปวดไหล่ ไหล่ติด จากการอักเสบหรือการเสื่อม
5.ปวดบวม อักเสบที่ข้อศอก ข้อมือ นิ้วมือ
6,ปวดเอว ปวดหลังจากการเสื่อมหรือเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังเอว
7.ปวดสะโพก ปวดกล้ามต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านข้าง
8.ปวดเข่าจากการอักเสบเคล็ดยอก หรือการเสื่อม
9.ปวดข้อเท้าจากการพลิก เคล็ดยอก อักเสบ
10.ปวดส้นเท้า ฝ่าเท้า จากพังผืดฝ่าเท้าอักเสบ
11.อาการชาจากโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ผลแทรกซ้อนจากเคมีบำบัด
1.เป็นเลเซอร์พลังงานสูง และมีความยาวคลื่นถึง 5 ชนิด จึงสามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้นเซลล์ได้ ทำให้เกิดการซ่อมแซมได้เร็ว และทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูง
2.เห็นผลทันทีหลังการรักษา โดยส่วนมากอาการปวดจะดีขึ้นอย่างน้อย 40-50% ภายหลังการรักษา
3.มีความแรงสูงถึง 29 watt จึงทำให้การรักษาต่อครั้งใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 5-10 นาทีต่อจุด
4.รักษาอาการปวดได้ทุกระยะ ทั้งกลุ่มเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลันและเรื้อรัง แต่ที่เห็นผลได้ดีและชัดเจนที่สุดคือในอาการอักเสบบวมแดง
การบำบัดรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นสนามแม่เหล็ก
Peripheral Magnetic Stimulation (PMS)
เทคโนโลยี PMS หรือ Peripheral Magnetic Stimulation คือ เครื่องกระตุ้นระบบประสาทด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทางการแพทย์ที่เรียกว่า Electromagnetic เพื่อบำบัดรักษาอาการปวด เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ โรคเอ็นอักเสบ โรคปวดข้อต่อ และอาการชาจากเส้นประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคลื่นไฟฟ้าจะสามารถกระตุ้นทะลุผ่านเสื้อผ้าโดยไม่ต้องสัมผัสผิว ลงไปถึงเนื้อเยื่อและกระดูกได้ลึกประมาณ 10 ซม. คลื่นจาก PMS จะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไปกระตุ้นที่เส้นประสาทโดยตรง ทำให้เกิดกระบวนการ Depolarization กระตุ้นเนื้อเยื่อบริเวณที่ปวดทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตบริเวณกล้ามเนื้อดียิ่งขึ้น ไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะโดยรอบ รู้สึกผ่อนคลายในขณะรักษา รวมถึงส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กกระตุ้นแขน ขา บริเวณที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ให้ส่งสัญญาณไปที่สมอง และให้สมองส่วนที่ยังทำงานได้มีการฟื้นตัว แล้วส่งสัญญาณกลับลงมาทำให้แขนขาขยับได้มากขึ้น ในส่วนของการบำบัดรักษาอาการเจ็บปวด การกระตุ้นเส้นประสาทจะทำให้เกิดการส่งสัญญาณที่ช่วยยับยั้งอาการปวดได้ สามารถรักษาได้ทั้งปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง และยังเป็นการกระตุ้นให้มีการซ่อมเสริมของเนื้อเยื่อด้วย

- กลุ่มอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke), เกิดจากการบาดเจ็บในสมอง (Traumatic Brain Injury), เกิดจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) หน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’spalsy) กลุ่มนี้จะเป็นลุ่มใหญ่ที่จะสามารถใช้เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กมาบำบัดรักษาจะช่วย ลดอาการเกร็งในผู้ป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้อาการฟื้นตัวของอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตดีขึ้น
- กลุ่มโรคกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง คือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับแนวไขสันหลังโดยตรง การเสื่อมของกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก หรือการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูก ที่มีผลต่อเส้นประสาทจากไขสันหลังหรือการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กจะสามารถรักษากลุ่มปวดนี้ได้มีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องมืออื่น เนื่องจากการกระตุ้นด้วยแม่เหล็กจะสามารถกระตุ้นลึกลงไปจนถึงรากประสาทได้
- กลุ่มปวดต่าง ๆ หรือ ออฟฟิศซินโดรม การบำบัดอาการปวด อาการเคล็ดคัดยอก การบาดเจ็บหรืออาการปวดเรื้อรังจากกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืดหรืออาจเกิดจากการบาดเจ็บของตัวเส้นประสาทโดยตรง เช่น อาการปวดบริเวณคอ บ่า ข้อศอก แขน มือ เอว หลัง สะโพก ขา เข่า หรือข้อเท้า และหากทำอย่างต่อเนื่องตามแพทย์แนะนำจะทำให้อาการปวดค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด
- กลุ่มอาการชา หรือ ผู้ที่มีอาการชาจากปลายประสาทหรือการกดทับเส้นประสาท คือกลุ่มปลายประสาทอักเสบ โดยส่วนใหญ่พบได้ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าอาการชามือ ชาเท้าจะดีขึ้น 50-100% ในแต่ละครั้งที่รักษา นอกจากนี้ เครื่อง PMS ใช้ช่วยบำบัดรักษาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม หรือระหว่างแข่งขัน
- ลดปวด ลดอาการชา ได้เป็นอย่างดี หลังการรักษา
- สามารถเพิ่มกำลัง และกระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากอัมพาต
- เร่งการฟื้นตัวของเส้นประสาทที่บาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บาดเจ็บเส้นประสาท มือตก เท้าตก แขนขาอ่อนแรง อาการที่เกิดจากกดทับรากประสาทที่คอ และเอวจากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อม
- เร่งการฟื้นตัวจากเส้นประสาทที่มีพฤติกรรมผิดเพี้ยน เช่น อาการเหน็บชา ปวดแปร๊บหลังการบาดเจ็บเส้นประสาท อาการปวดเรื้อรังจากโรคทางกล้ามเนื้อกระดูกทุกชนิด
- เวลาการบำบัดรักษารักษาสั้นมาก ต่อ 1จุดการรักษา
- ถ้าบำบัดรักษาต่อเนื่อง สามารถลดจำนวนการรักษาได้
- สามารถบำบัดรักษาได้ผลในทุกระยะของการดำเนินโรค คือ ระยะเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง
- กลไกการรักษาเป็นการกระตุ้นให้มีการซ่อมสร้างของเนื้อเยื่อ ไม่ใช่เพียงการแก้อาการเท่านั้น
- กล้ามเนื้อมีโอกาสระบมหรือเป็นตะคริวได้ 2-3 วันหลังรับการรักษา
- มีโอกาสเกิดความร้อนได้หากไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะความร้อนที่เกิดกับตัวโลหะที่วางอยู่ภายนอกร่างกาย เช่น หัวเข็มขัด หัวคอยล์เหรียญที่อยู่บนกางเกงยีนส์ เป็นต้น
การบำบัดรักษาด้วยการประคบร้อน
(Heat therapy)
การประคบร้อน คือ อะไร ?
เป็นรูปแบบการรักษาผ่านการนำผลของความร้อนของแผ่นประคบร้อน (Hot pack) ส่งผ่านความร้อนเข้าสู่บริเวณที่ต้องการ โดยการลงลึกสู่ชั้นใต้ชั้นผิวหนังลงไป ประมาณ 1/4 นิ้ว – 1/2 นิ้ว
- อาการอักเสบระยะกึ่งเฉียบพลัน ที่เกิดจากการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุ เช่น เส้นเอ็นอักเสบ, ภาวะถุงข้อต่อบวมอักเสบ, ข้อเสื่อม เป็นต้น
- อาการปวด เช่น เจ็บปวดตามกล้ามเนื้อเรื้อรัง
- ภาวะข้อตึงหรือยึดติด ที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เช่น ข้อไหล่ติด ข้อยึดติดแข็งจากการเข้าเฝือกนาน
- ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง มีจุดกดเจ็บ
ก่อนนำแผ่นร้อนไปใช้ แผ่นร้อนจะถูกเก็บไว้ที่หม้อต้มที่อุณหภูมิประมาณ 76.7 องศาเซลเซียส เมื่อจะนำไปใช้ประคบ จะถูกห่อด้วยผ้าขนหนูหนาประมาณ 3 – 5 ชั้น เพื่อป้องกันการสะสมของความร้อนที่มากเกินไปที่ผิวหนัง และให้ผู้มารับบริการรู้สึกอุ่นสบาย โดยระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 20 นาที

การบำบัดรักษาด้วยการการประคบเย็น
(Cold therapy)
คือ การใช้ความเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวดบวมที่เกิดจากอาการบาดเจ็บแบบเฉียบพลัน เพราะความเย็น จะช่วยทำให้เส้นเลือดหดตัว และเลือดออกน้อยลง หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บ ควรประคบเย็นทันที ภายใน 24-48 ชั่วโมง ให้ประคบวันละ 2-3 ครั้ง นาน 20-30 นาที อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศีรษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือ ปวดบวมบริเวณอื่นๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ๆ เป็นต้น
- อาการอักเสบระยะกึ่งเฉียบพลัน ที่เกิดจากการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุ เช่น เส้นเอ็นอักเสบ, ภาวะถุงข้อต่อบวมอักเสบ, ข้อเสื่อม เป็นต้น
- อาการปวด เช่น เจ็บปวดตามกล้ามเนื้อเรื้อรัง
- ภาวะข้อตึงหรือยึดติด ที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เช่น ข้อไหล่ติด ข้อยึดติดแข็งจากการเข้าเฝือกนาน
- ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง มีจุดกดเจ็บ
1. ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องประคบเย็นบริเวณดวงตา เนื่องจากดวงตาอาจได้รับอันตรายจากสารเคมีได้หากผลิตภัณฑ์ประคบเย็นรั่ว
2. ห้ามประคบน้ำแข็งกับผิวหนังโดยตรง แต่ควรห่อด้วยผ้าขนหนูไว้ และห้ามประคบนานเกิน 15-20 นาที/ครั้ง เพราะอาจทำให้ผิวไหม้จากความเย็น (Frostbite) หรือเกิดอาการบาดเจ็บอื่น ๆ ได้
3. ห้ามนอนหลับขณะที่ประคบน้ำแข็งอยู่
4. ไม่ควรประคบเย็นในอาการบาดเจ็บที่รุนแรงมาก เพราะร่างกายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงมากเกินกว่าที่ความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการได้
5. ประคบเย็นด้วยความระมัดระวังอย่างสูงในบริเวณที่ผิวหนังมีความสามารถในการรับความรู้สึกลดลง อันเป็นผลมาจากความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคเรย์นอด (Raynaud’s Disease) เป็นต้น

