เทคโนโลยีของเรา

    การบำบัดรักษาด้วยคลื่นกระแทก
    (Shockwave therapy)

    การบำบัดด้วยคลื่นกระแทก

    การบำบัดด้วยคลื่นกระแทก คือ  เป็นการบำบัดโดยแรงดันอากาศมาผลักดันหัวกระสุนที่บรรจุอยู่ภายในหัวยิงคลื่น ตัวคลื่นที่ออกมามีลักษะเป็นคลื่นที่ให้แรงดันสูงทันทีแล้วลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและเกิดความยืดหยุ่นตามมา นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณที่ทำการรักษาอย่างรวดเร็ว โดยการบำบัดด้วยคลื่นกระแทกจะให้ประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการปวดระยะเรื้อรัง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อและเอ็นกระดูก เช่น โรคเอ็นใต้ฝ่าเท้าอักเสบเรื้อรัง ภาวะปวดไหล่เรื้อรังจากเอ็นหัวไหล่อักเสบ หรือภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ออฟฟิศซินโดรม

    – ลดอาการปวดเรื้อรัง ด้วยการหลั่งสารที่ลดอาการปวด และกระตุ้นการทำงาน
    ของประสาท การรับความรู้สึก
    – เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีมากขึ้น
    – กระตุ้นการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ
    – ลดอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ

    – รองช้ำ
    – เอ็นข้อไหล่อักเสบ
    – เอ็นร้อยหวายอักเสบ
    – เอ็นข้อศอกอักเสบของนักกอล์ฟ
    – นักเทนนิส
    – กล้ามเนื้อเกร็งตัวจากการใช้งาน
    – เอ็นหน้าเข่าอักเสบ
    – ปวดตึงเอ็นด้านข้างของสะโพกหรือขา
    – ออฟฟิศซินโดรม

    นักกายภาพบำบัดจะจัดท่าและตำแหน่งที่เหมาะสมกับการรักษา จากนั้นจะมีการคลำหาจุดที่กล้ามเนื้อมีความตึงตัวและกดเจ็บ ก่อนเริ่มการรักษาจะมีการตั้งค่าต่างๆ ในเครื่องและเลือกขนาดหรือชนิดวัตถุของหัวกระสุนที่ใช้ในการรักษา ขณะรักษาคลื่นจะถูกยิงไปบริเวณที่กล้ามเนื้อมีความตึงตัว ผู้ป่วยจะได้ยินเสียงคล้ายๆเสียงแรงดันลมกระแทกที่กระสุนและจะรู้สึกเจ็บตึงเล็กน้อยในบริเวณที่ยิงคลื่นกระแทก ซึ่งต้องเป็นความรู้สึกเจ็บแบบทนได้ ไม่เจ็บมากเกินไป ไม่มีอาการแสบผิวและอาการชา แต่ละบริเวณจะใช้จำนวนนัดยิงประมาณ 500 – 1,000 นัด แต่ในกรณีที่อาการปวดกล้ามเนื้อมีบริเวณกว้าง จำนวนนัดที่ยิงอาจจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 4,000 นัด ส่วนจำนวนครั้งที่ควรทำการรักษาจะอยู่ที่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น เพื่อให้บริเวณที่ทำการรักษามีการซ่อมแซมตัวเอง

    การบำบัดรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า

    (Electrotherapy)

    การรักษาด้วยไฟฟ้า คือ อะไร ?

    เป็นรูปแบบการรักษาที่นำเอาพลังงานไฟฟ้า จากเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการรักษาทางกายภาพบำบัด โดยวัตถุประสงค์ของการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าทางกายภาพบำบัดมีอยู่ด้วยกัน 2 อย่าง คือ

    1.การใช้ไฟฟ้าเพื่อการกระตุ้นกล้ามเนื้อ  เป็นการรักษาที่ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดและคลายตัว นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ชะลอการฝ่อลีบ คงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจากภาวะต่างๆ เช่น กรณีใส่เฝือกอยู่และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือการอ่อนแรงจากความผิดปกติของเส้นประสาทหรือภาวะอ่อนแรงจากโรคหลอดเลือดทางสมอง

    2.การใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการเจ็บปวด

    อาการปวดระยะเฉียบพลัน เช่น หลังการผ่าตัด
    อาการปวดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
    อาการปวดหลังจากการบาดเจ็บของเส้นประสาท
    อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
    อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
    ป้องกันอาการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อขณะใส่เฝือก หลังถอดเฝือก หรือหลังผ่าตัด

    ในการรักษานี้ ผู้เข้ารับการรักษาจะอยู่ในท่านอนอยู่บนเตียงหรือจะนั่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่จะทำการรักษา หลังจากนั้นนักกายภาพบำบัดจะตั้งค่าการรักษาต่างๆ เลือกรูปแบบกระแสไฟฟ้าที่เหมาะสมกับอาการ จากนั้นจะมีการแปะขั้วกระตุ้นลงบนบริเวณที่จะทำการรักษา และเริ่มทำการรักษา โดยระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 นาทีต่อหนึ่งบริเวณ

    การทำกายภาพบำบัด ด้วยแสงเลเซอร์ (laser)

    (High Power Laser)

    การทำกายภาพบำบัด ด้วยแสงเลเซอร์ คือ อะไร ?

    แสงเลเซอร์เป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดผลทางชีววิทยารอบๆ เซลล์ เร่งการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ กระตุ้นการซ่อมแซมของแผลเรื้อรัง ระงับการปวดเฉพาะที่ และช่วยลดการอักเสบ  แสงเข้าไปกระตุ้นให้เซลของร่างกายในบริเวณที่รับแสงหลั่งสารลดปวดและลดการอักเสบ ซึ่งได้ผลพอๆ หรือมากกว่ายาลดการอักเสบดีๆที่มีในตลาดปัจจจุบัน แถมยังได้ผลยาวนานกว่า นอกจากนั้น พลังงานจากแสงยังถูกดูดซับแล้วเก็บตุนไว้ในไมโตคอนเดรีย เพื่อใช้เป็นพลังงานของตนเองในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อในส่วนนั้นๆโดยธรรมชาติ

    ผลลัพธ์ของการบำบัดอาการปวดด้วยเลเซอร์กำลังสูงที่ดี

    1. หายปวดไปกว่าครึ่งทันที หลังการบำบัดปวด
    2.ใช้เวลาน้อยในการรักษา เช่น 2-5 นาทีต่อจุดหรือบริเวณหนึ่งๆ
    3.ไม่ต้องรักษาต่อเนื่องทุกวัน อาจเว้นวันหรือสองวันครั้ง บางกรณีสัปดาห์ละครั้ง
    4.จำนวนครั้งการรักษาน้อย คือ 3-5 ครั้ง สำหรับอาการปวดระยะเฉียบพลัน และ 10-15 ครั้งสำหรับอาการปวดเรื้อรัง
    5.บำบัดได้ทุกๆระยะของความเจ็บปวด ทั้งระยะเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง โดยเฉพาะระยะเฉียบพลัน
    6.บำบัดลงลึกถึงตำแหน่งของต้นตอความเจ็บปวดได้ลึกถึง 3-4 ซม ดังนั้น จึงบำบัดอาการปวดจากการกดทับรากประสาท ที่บริเวณคอและเอวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    7.กลไลการบำบัดเป็นไปโดยธรรมชาติ

    ผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วยแสงเลเซอร์กำลังสูง จะมีความรู้สึกเพียงความร้อนอุ่นๆ ที่ผิวกาย ไม่มีการทาเจลเหนียวๆ ไม่มีการจ่อสัมผัสผิวโดยตรง ไม่มีความรู้สึกเจ็บปวดใดๆในระหว่างบำบัด ดังนั้น จึงเหมาะมากสำหรับการเลือกใช้เป็นเครื่องมือแรกๆในการบำบัดปวด ( ก่อนจะไปถึงวิธีการรักษาที่ต้องทิ่ม แทง ผ่า บีบ กด นวด อย่างเจ็บปวด )

    ถามว่า มีผลแทรกซ้อนบ้างไหมจากการบำบัดวิธีนี้ คำตอบคือ มี แต่น้อยมาก ผู้ป่วยน้อยราย (น้อยกว่า 20%) ที่รู้สึกระบมหลังการบำบัด 2-3 ชั่วโมง กล่าวคือ อาการปวดที่ดีขึ้นชัดเจน พอผ่านไป 2-3 ชั่วโมง กลับรู้สึกปวดมากขึ้นกลับมาอีก ซึ่งมักจะรู้สึกต่างกัน คือเป็นปวดแบบระบมมากกว่าปวดแบบเดิมที่เคยเป็น ผู้ป่วยโดยส่วนใหญ่ ไม่มีผลแทรกซ้อนใดๆเลย แถมอาการปวดจะบรรเทาลงต่อเนื่องไปอีกเป็นวันๆ

    ขณะทำการรักษาด้วยเลเซอร์จะไม่มีอาการเจ็บ ความรู้สึกที่ควรได้รับคือ รู้สึกอุ่นเล็กน้อย ขณะทำการรักษา ดังนั้นถ้ามีอาการร้อนจัดหรือแสบผิวต้องแจ้งผู้ทำการรักษาทันที

    1.การบาดเจ็บ เคล็ดยอก ตามข้อกระดูก เอ็น พังผืด กล้ามเนื้อ

    2.ปวดศีรษะไมเกรน

    3.ปวดคอ บ่า จากการเสื่อมหรือเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังคอ

    4.ปวดไหล่ ไหล่ติด จากการอักเสบหรือการเสื่อม

    5.ปวดบวม อักเสบที่ข้อศอก ข้อมือ นิ้วมือ

    6,ปวดเอว ปวดหลังจากการเสื่อมหรือเคลื่อนของหมอนรองกระดูกสันหลังเอว

    7.ปวดสะโพก ปวดกล้ามต้นขาทั้งด้านหน้าและด้านข้าง

    8.ปวดเข่าจากการอักเสบเคล็ดยอก หรือการเสื่อม

    9.ปวดข้อเท้าจากการพลิก เคล็ดยอก อักเสบ

    10.ปวดส้นเท้า ฝ่าเท้า จากพังผืดฝ่าเท้าอักเสบ

    11.อาการชาจากโรคต่างๆ เช่น เบาหวาน หมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท ผลแทรกซ้อนจากเคมีบำบัด

    1.เป็นเลเซอร์พลังงานสูง และมีความยาวคลื่นถึง 5 ชนิด จึงสามารถส่งพลังงานลงลึกถึงชั้นเซลล์ได้ ทำให้เกิดการซ่อมแซมได้เร็ว และทำให้ผลการรักษามีประสิทธิภาพสูง
    2.เห็นผลทันทีหลังการรักษา โดยส่วนมากอาการปวดจะดีขึ้นอย่างน้อย 40-50% ภายหลังการรักษา
    3.มีความแรงสูงถึง 29 watt จึงทำให้การรักษาต่อครั้งใช้เวลาไม่นาน ประมาณ 5-10 นาทีต่อจุด
    4.รักษาอาการปวดได้ทุกระยะ ทั้งกลุ่มเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลันและเรื้อรัง แต่ที่เห็นผลได้ดีและชัดเจนที่สุดคือในอาการอักเสบบวมแดง

    • กลุ่มอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke), เกิดจากการบาดเจ็บในสมอง (Traumatic Brain Injury), เกิดจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) หน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’spalsy) กลุ่มนี้จะเป็นลุ่มใหญ่ที่จะสามารถใช้เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กมาบำบัดรักษาจะช่วย ลดอาการเกร็งในผู้ป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้อาการฟื้นตัวของอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตดีขึ้น
    • กลุ่มโรคกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง คือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับแนวไขสันหลังโดยตรง การเสื่อมของกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก หรือการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูก ที่มีผลต่อเส้นประสาทจากไขสันหลังหรือการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กจะสามารถรักษากลุ่มปวดนี้ได้มีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องมืออื่น เนื่องจากการกระตุ้นด้วยแม่เหล็กจะสามารถกระตุ้นลึกลงไปจนถึงรากประสาทได้
    • กลุ่มปวดต่าง ๆ หรือ ออฟฟิศซินโดรม การบำบัดอาการปวด อาการเคล็ดคัดยอก การบาดเจ็บหรืออาการปวดเรื้อรังจากกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืดหรืออาจเกิดจากการบาดเจ็บของตัวเส้นประสาทโดยตรง เช่น อาการปวดบริเวณคอ บ่า ข้อศอก แขน มือ เอว หลัง สะโพก ขา เข่า หรือข้อเท้า และหากทำอย่างต่อเนื่องตามแพทย์แนะนำจะทำให้อาการปวดค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด
    • กลุ่มอาการชา หรือ ผู้ที่มีอาการชาจากปลายประสาทหรือการกดทับเส้นประสาท คือกลุ่มปลายประสาทอักเสบ โดยส่วนใหญ่พบได้ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าอาการชามือ ชาเท้าจะดีขึ้น 50-100% ในแต่ละครั้งที่รักษา นอกจากนี้ เครื่อง PMS ใช้ช่วยบำบัดรักษาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม หรือระหว่างแข่งขัน

    • ลดปวด ลดอาการชา ได้เป็นอย่างดี หลังการรักษา
    • สามารถเพิ่มกำลัง และกระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากอัมพาต
    • เร่งการฟื้นตัวของเส้นประสาทที่บาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บาดเจ็บเส้นประสาท มือตก เท้าตก แขนขาอ่อนแรง อาการที่เกิดจากกดทับรากประสาทที่คอ และเอวจากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อม
    • เร่งการฟื้นตัวจากเส้นประสาทที่มีพฤติกรรมผิดเพี้ยน เช่น อาการเหน็บชา ปวดแปร๊บหลังการบาดเจ็บเส้นประสาท อาการปวดเรื้อรังจากโรคทางกล้ามเนื้อกระดูกทุกชนิด
    • เวลาการบำบัดรักษารักษาสั้นมาก ต่อ 1จุดการรักษา
    • ถ้าบำบัดรักษาต่อเนื่อง สามารถลดจำนวนการรักษาได้
    • สามารถบำบัดรักษาได้ผลในทุกระยะของการดำเนินโรค คือ ระยะเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง
    • กลไกการรักษาเป็นการกระตุ้นให้มีการซ่อมสร้างของเนื้อเยื่อ ไม่ใช่เพียงการแก้อาการเท่านั้น

    • กล้ามเนื้อมีโอกาสระบมหรือเป็นตะคริวได้ 2-3 วันหลังรับการรักษา
    • มีโอกาสเกิดความร้อนได้หากไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะความร้อนที่เกิดกับตัวโลหะที่วางอยู่ภายนอกร่างกาย เช่น หัวเข็มขัด หัวคอยล์เหรียญที่อยู่บนกางเกงยีนส์ เป็นต้น

    ก่อนนำแผ่นร้อนไปใช้ แผ่นร้อนจะถูกเก็บไว้ที่หม้อต้มที่อุณหภูมิประมาณ 76.7 องศาเซลเซียส เมื่อจะนำไปใช้ประคบ จะถูกห่อด้วยผ้าขนหนูหนาประมาณ 3 – 5 ชั้น เพื่อป้องกันการสะสมของความร้อนที่มากเกินไปที่ผิวหนัง และให้ผู้มารับบริการรู้สึกอุ่นสบาย โดยระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 20 นาที